mfg

ความแตกต่างระหว่างเหล็ก H-beam กับเหล็ก I-Beam


แชร์ให้เพื่อน

ความแตกต่างระหว่างเหล็กเอชบีม (H-beam) กับเหล็กไอบีม (I-Beam)

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาทำความรุ้จักกับเหล็กก่อสร้างอีก 2 ชนิด ที่คนมักจะสับสนกันมาก เพราะมีรูปร่างคล้ายๆกัน เลยทำให้คนสับสนนั่นก็คือ เหล็ก I-Beam กับ เหล็ก H-Beam นั่นเอง

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับเหล็กทั้งสองชนิดกันก่อน

เหล็ก I-Beam เป็นเหล็กที่มองจากหน้าตัดจะเห็นเป็นรูปตัว I เหล็ก I-Beam เหมาะสำหรับนำไปทำเป็นรางเครน ที่ไว้ใช้ยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก เนื่องจากปีกบนและล่างของเหล็ก I-Beam จะเป็นแผ่นเอียง หรือ Taper Flange ซึ่งในขนาดหน้าตัดเหล็กที่เท่ากัน I-Beam จะมีน้ำหนักต่อเมตรสูงกว่า H-Beam เนื่องจากเหล็ก I-Beam จะมีความหนาของเหล็กมากกว่า เพื่อรองรับแรกกระแทก และการเคลื่อนที่จากรางเครน

เหล็ก H-Beam เป็นเหล็กที่มองจากหน้าตัดจะเห็นเป็นรูปตัว H ตั้งตะแคง ลักษณะมุมตัดเป็นฉาก ปีก Flange ทั้งบนและล่างจะเป็นแผ่นเรียบหนาเท่ากันตลอด ขนาดของหน้าตัดมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ H100x50mm. จนถึงขนาดใหญ่สุด H900x300mm. มักใช้ในงานทำเสา คานหรือโครงหลังคา อาคารขนาดย่อมๆ รวมถึงงานก่อสร้างขนาดเล็ก เนื่องจากปีกเหล็กยาวและเป็นเส้นตรง มีความแข็งแรง รองรับน้ำหนักได้ดี แต่อาจจะรับแรงกระแทกได้ไม่มากนัก นอกจากนี้หากเป็นการออกแบบจะใช้ H beam เป็นตัวเลือกแรกๆ


รูปร่าง
เหล็ก H-Beam

เป็นเหล็กที่มองจากหน้าตัดจะเห็นเป็นรูปตัว H ตั้งตะแคง เหล็ก H-beam จะเป็นแผ่นเรียบหนาเท่ากันตลอด


เหล็ก I-Beam

ส่วนของเหล็กไอบีม I-beam ทั้งปีกบนและล่างจะเป็นแผ่นเอียง หรือ Taper Flange ซึ่งขนาดหน้าตัดเหล็กที่เท่ากัน I-beam จะมีน้ำหนักต่อเมตรสูงกว่า H-beam เนื่องจากเหล็ก I-beam จะมีความหนาของเหล็กมากกว่าเพื่อรองรับแรงกระแทก และการเคลื่อนที่จากรางเครน


การใช้งาน

เหล็ก H beam จะใช้สำหรับโครงสร้างขนาดย่อมๆ เช่น งานบ้าน หรืออาคารขนาดเล็ก รับน้ำหนักได้ดี แต่รับแรงกระแทกได้ไม่มาก

เหล็ก I beam ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับแรงกระแทกหนักๆ อย่างรางเลื่อน ตัวเครนยกของหนักๆ ตามโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือโครงสร้างขนาดใหญ่

การใช้งานเหล็กไอบีม (I-beam) ใช้รับน้ำหนักได้ดีมาก

แชร์ให้เพื่อน