เหล็ก H–Beam กับงานโครงสร้างบ้าน

เหล็ก H–Beam กับงานโครงสร้างบ้าน

สวัสดีครับ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับบ้านโครงสร้างเหล็กกันครับ หลายๆ คนคงเคยเห็นบ้านโครงสร้างที่ทำมาจากเหล็กกันมาแล้ว และสงสัยว่า เหล็กนั้นคือเหล็กอะไร ส่วนมากเหล็กที่นำมาทำโครงสร้างบ้าน จะเป็น เหล็กเอชบีม ( H-beam )

เรามาทำความรู้จักกับเหล็กเอชบีม ( H-beam ) คร่าวๆ กันครับ

 

เหล็กเอชบีม (H-Beam Steel)
เหล็กเอชบีม นั้นสามารถเรียกได้หลายชื่อ เช่น เหล็กตัวเอช เสาเอช เหล็กปีกไอ เสาบีม เหล็กบีม โดย มีลักษณะหน้าตัดเป็นรูปตัวเอช (H) ขนาดความสูง และความกว้างแต่ละด้านเท่ากัน มีปีกกว้าง (Wide Flange)

 

คุณสมบัติของเหล็กเอชบีม (H-Beam Steel)

1.เหล็กเอชบีมจัดเป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (Hot rolled structural steel) 2.เหล็กเหล็กเอชบีมมีคุณสมบัติในการรับแรง สามารถรับน้ำหนักมากๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. 1227-2539
3.เหล็กเอชบีมมีความแข็งแรง ทนทาน สะดวกแก่การนำไปใช้งาน ติดตั้งง่าย
4.เหล็กเอชบีมแบ่งเป็น Grade SS400, SS490, SS540, SM400, SM490, SM520 มีความยาวให้เลือกตั้งแต่ 1 เมตร, 6 เมตร, 9 เมตร, 12 เมตร เป็นต้น

 

ทำไมเหล็ก H-beam จึงนิยมนำมาทำโครงสร้างบ้าน

1.เหล็กเอชบีม มีขนาดค่อนข้างใหญ่และแข็งแรงกว่าเหล็กทรงอื่นออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนักมากๆ เช่นน้ำหนักหลังคา น้ำหนักคาน กระจายแรงได้ดี ทั่วถึง
2.มีความสวยงาม การใช้งานเหล็กเอชบีมจะเปลือยเหล็กให้เห็นโครงสร้างมากกว่า การก่อคอนกรีตทับ แต่ก็มีความสวยงาม
3.ติดตั้งง่าย เพราะเหล็ก เอชบีมทำมาเพื่อเป็นเหล็กโครงสร้างโดยเฉพาะ
4.ลดระยะเวลาการติดตั้ง ติดตั้งได้รวดเร็ว
4.ปกติการใช้เหล็กเอชบีมทำบ้าน จะทำไม่เกิน 1-2 ชั้น แต่หากต้องการทำบ้านสูงกว่านั้นต้องให้วิศวกรควบคุมงานและคำนวณโครงสร้าง

 

ข้อควรรู้ก่อนสร้างบ้านโครงสร้างเหล็ก

1.บ้านโครงสร้างเหล็กก่อสร้างเร็วกว่าโครงสร้างคอนกรีตประมาณ 2-3 เท่า
การก่อสร้างบ้านโครงสร้างเหล็กประหยัดเวลามากกว่า การก่อคอนกรีตแน่นอน เพราะสามารถใช้งานเหล็กสำเร็จได้เลย ไม่เปลืองเวลาก่อคอนกรีต
2.เหล็กเอชบีม เหมาะกับงานต่อเติม เช่นส่วนครัว หรือโรงรถ ส่วนซักล้าง เป็นต้น
3.เหล็กสามารถรื้อและขายได้เมื่อไม่ต้องการใช้ หรือรื้อบ้าน เหล็กสามารถรื้อมาได้ หากสภาพยังสมบูรณ์ก็สามารถขายต่อเพื่อนำไปใช้งานต่อหรือนำไปรีไซเคิลได้
4.เหล็กรับนำ้หนักได้ดีกว่าคอนกรีต ในขนาดที่เท่ากัน เหล็กสามารถกระจายแรง และมีขนาดที่เท่ากันในทุกส่วน เพราะผลิตมาจากโรงาน
5.เหล็กโครงสร้างมีนำหนักเบากว่าคอนกรีต แต่ก็แข็งแรงไม่ต่างกัน

ข้อเสียของบ้านโครงสร้างเหล็ก
ถึงแม้การสร้างบ้านโครงสร้างเหล็กจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น
1.ราคาของเหล็กที่ค่อนข้างสูงในปัจจุบัน โดยปกติบ้านเหล็กจะแพงกว่าบ้านปูนประมาณ 1.5 เท่า
2.ช่างที่ต้องชำนาญ ในการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมเหล็กในแต่ละส่วน ต้องเป็นช่างที่ชำนาญ
3.บริษัทรับเหมาะที่สร้างบ้านเหล็กยังน้อยกว่าบ้านคอนกรีตและหาช่างทำยากกว่า

 

กรดเกลือ 35%

กรดเกลือ 35%

กรดเกลือ หรือ กรดไฮโดรคลอริก 


“กรดเกลือความเข้มข้น 35% ราคาขายส่ง บริการจัดส่งทั่วประเทศ

ขายกรดเกลือ 35% สนใจสอบถามได้เลยครับ

กรดเกลือขั้นต่ำ (ราคาถูกที่สุดในท้องตลาด)

ถังละ 25 KG,ลิตร
40 ถัง


ถังละ 200 ลิตร
5 ถัง


กรดเกลือ ความเข้มข้น 35%

สวัสดีครับ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับสารเคมีอีกชนิด นั่นก็คือ “กรดเกลือ” ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้อยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ หลายอุตสาหกรรม เช่นล้างทำความสะอาด,งานฟอกหนัง ,หรืองานชุบโลหะเป็นต้น

ลักษณะเฉพาะของกรดเกลือ 35%

กรดเกลือ คืออะไร และมีคุณลักษณะอย่างไร 

สูตรเคมี  : HCl in water (H2O)

ลักษณะทางกายภาพ : เป็นของเหลว สีขาว ใส 

ความหนาแน่น  : 1.18g/cm3

ความสามารถในการกัดกร่อน : กรดเกลือมีความสามารถในการกัดกร่อนสูง มักใช้ล้างหรือกัดสิ่งสกปรกหรือสนิม หรือคราบที่ล้างหรือทำความสะอาดยากๆ

ชื่อเรียก : กรดเกลือ หรือ กรดไฮโดรคลอริก 

กรดเกลือมีลักษณะจำเพาะดังนี้
1. เป็นของเหลวไม่มีสีหรือมีสีใสออกเหลือง มีไอระเหย มีกลิ่นฉุน ไม่เป็นสารไวไฟ
2. ระเหยเป็นไอได้รวดเร็ว ไอของกรดเกลือเป็นกรดมีพิษต่อระบบทางเดินหายใจ
3. เป็นกรดแก่ กัดกร่อนรุนแรง
4. มีมวล 36.46 กรัม/โมล
5. ความหนาแน่น 1.18 กรัม/ลบ.ซม.
6. จุดหลอมเหลว -27.32 องศาเซลเซียส
7. จุดเดือด 110 องศาเซลเซียส


ลักษณะของกรดเกลือ

  • กรดเกลือ 35% เป็นสารละลายใส อาจมีสีเหลือง หรือขาว ขึ้นอยู่กับปริมาณสารเจือปน
  • มีควันแสบจมูก โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับน้ำ
  • ความถ่วงจำเพาะ 1.05 (10% w/w soln, 1.10(20%), 1.15(29.57%), 1.20 (39.11%)
  • กรดเกลือสามารถละลายเข้าได้กับน้ำ พร้อมกับเกิดควัน ที่มีกลิ่นแสบจมูก โดยเมื่อเจือจางกรดนี้ 83 ml ด้วยน้ำจนครบ 1 ลิตรจะได้ ~ 1.0 N HCI (pH ~ 0.10)
  • มีการกัดกร่อนสูง จนเรียกว่า “กรด

Hydrochloric acid 35%
กรดเกลือหรือกรดไฮโดรคลอริก ถูกค้นพบครั้งแรกด้วยนักเล่นแร่แปลธาตุชื่อ จารเบียร์ เฮย์ยัน ซึ่งค้นพบกรดเกลือเป็นคนแรก 


ความรู้เรื่องกรดเกลือ

กรดเกลือหรือกรดไฮโดรคลอริก(Hydrochloric acid) เป็นสารประกอบเคมีประเภทกรดละลายในน้ำ โดยเป็นสารละลายไฮโดรเจนคลอไรด์ในน้ำ มีสูตรเคมีคือ HCl มีคุณสมบัติเป็นได้ทั้งแก๊สและของเหลว
– ถ้าพบในรูปของเหลว เรียกว่า Hydrochloric acid ( กรดเกลือ )
– ถ้ามีสถานะเป็นแก๊ส เรียกว่า Hydrogen chloride

กรดเกลือเป็นสารที่ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน มีฤทธิ์ ผุ กร่อนอย่างรุนแรง
กรดไฮโดรคลอริก ถูกค้นพบโดย จาเบียร์ เฮย์ยัน ( Jabir ibn Hayyan ) ถูกใช้อย่างกว้างขวางในการผลิตสารประกอบอินทรีย์ เช่น ไวนิลคลอไรด์ สำหรับผลิต PVC พลาสติก และ MDI/TDI (Toluene Dissocyanate ) สำหรับผลิตโพลิยูริเทน ( Polyurethane) และใช้ในการผลิตขนาดเล็ก เช่น ผลิตเจลาติน ใช้ปรุงอาหาร ใช้ฟอกหนัง

กรดเกลือในห้องปฏิบัติการใช้ในการผลิตสารประกอบคลอไรด์ และใช้ในการแยกแร่ให้บริสุทธิ์ เช่น แร่สังกะสี แทนทาลัม เป็นต้น และมักใช้กรดเกลือ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำยาล้างห้องน้ำ เพราะกรดเกลือมีคุณสมบัติในการกัดกร่อนคราบสกปรก ทำให้การทำความสะอาดสุขภัณฑ์ทำได้ง่าย


กรดเกลือเป็นกรดที่พบได้ในร่างกายมนุษย์ ในส่วนของกระเพาะอาหารมีกรดเกลือ ทำหน้าที่ช่วยในการทำงานของเอ็นไซม์เปบซิน เพื่อให้เกิดกระบวนการย่อยโปรตีนในกระเพาะอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร

กรดเกลือ จัดเป็นกรดแก่ เนื่องจากมีความสามารถในการแตกตัวได้ 100 % สามารถเขียนสมการแสดงการแตกตัวได้ดังนี้
HCl + H2O ——> H+ + Cl- หรือ
HCl + H2O H3O+ + Cl-


การผลิตกรดไฮโดรคลอริก

การผลิตกรดไฮโดรคลอริกได้จากกระบวนการแยกเกลือด้วยไฟฟ้าเซลล์อิเล็กโทรไลต์จนเกิดก๊าซคลอรีน และก๊าซไฮโดรเจนที่แยกตัวออกจากน้ำ ซึ่งสารสองตัวนี้จะทำปฏิกิริยากลายเป็นกรดไฮโดรคลอริกบริสุทธิ์ ผลิตภัณฑ์อื่นที่เกิดในกระบวนการนี้ ได้แก่ โซเดียมไฮดรอกไซด์ นอกจากนั้นยังสามารถผลิตได้ด้วยการละลายก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ในน้ำ Cl2+H2 = 2HCl


ประโยชน์ของไฮโดรคลอริก และการนำไปใช้

– ใช้เป็นสารฟอกหนัง ฟอกสี เพราะกรดเกลือ กัดกร่อนดี จึงใช้ในการกัดหนัง ให้นุ่มและง่ายต่อการผลิต
– ใช้สำหรับปรับสภาพความเป็นด่างของน้ำให้เป็นกรด ใช้มากในระบบบำบัดน้ำเสีย เพระกรดเกลือเป็นกรดจึงใช้ปรับสภาพน้ำได้ 
– กรดเกลือใช้ในอุตสาหกรรมชุบเคลือบโลหะ กรดเกลือใช้ในสารเคมีที่ใช้ชุบโลหะ 
– ใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมผลิตสี และผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ตัวทำละลายกรด
– ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดโลหะ หรือทำความสะอาดคราบสนิม 
– ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กระบวนการเตรียมสารประกอบอินทรีย์ เช่น ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ เป็นต้น
– ใช้ในกระบวนการฆ่าเชื้อในระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำหรือระบบบำบัดน้ำเสีย หรือใช้ฆ่าเชื้อได้โดยตรง

– กรดเกลือใช้ล้างทำความสะอาดคราบที่ทำความสะอาดยาก กรดเกลือใช้ล้างทำความสะอาด

การใช้งานกรดเกลือในขั้นตอนการผลิตสินค้า

กรดเกลือนั้น สามารถนำไปใช้งานได้หลายอย่าง เช่น
* ผลิต pvc ผลิตพลาสติกพวก PVC 
* ผลิตพลาสติก
* ผลิตโพลิยูริเทน


ข้อแนะนำ และแนวทางปฏิบัติในการใช้กรดเกลือ

– ควรสวมเครื่องกรองอากาศ, ถุงมือกันสารเคมี, แว่นครอบตา และเสื้อผ้าคลุมตามมาตรฐานของ OSHA/MSHA
– ควรจัดให้มีท่อฝักบัว และอ่างล้างตาในสถานที่ปฏิบัติงาน
– ระวังการสัมผัสถูกซ้ำ ๆ หรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน
– ควรเก็บภาชนะให้ปิดแน่นเสมอ, เก็บไว้ในที่แห้งและเย็น, ระวังอาจเกิดแรงดันในภาชนะได้
– ถ้าสัมผัสถูกให้เปิดน้ำล้างบริเวณที่สัมผัสถูก เช่น ตา, ผิวหนัง, ด้วยน้ำปริมาณมาก ๆ อย่างน้อย 15 นาที พร้อม ๆ ไปกับถอดเสื้อผ้า และรองเท้าที่เปื้อนออก โดยเฉพาะบริเวณดวงตา เพื่อความแน่ใจว่าล้างสารพิษออกหมด ให้ใช้นิ้วมือดึงหนังตา เปิดล้างด้วยน้ำสะอาดด้วย
– ถ้าหายใจเข้าไป ให้นำผู้ป่วยออกมาที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์, ถ้าหายใจติดขัด ให้ออกซิเจน
– ถ้าผู้ป่วยไม่หายใจ ให้รีบทำการช่วยหายใจ วิธีที่ควรใช้คือ ปาก ต่อ ปาก
– ถ้ารับประทาน และผู้ป่วยมีสติให้ดื่มน้ำมาก ๆ ห้ามทำให้อาเจียนเด็ดขาด
– สุดท้ายรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์


การป้องกันอันตรายจากกรดเกลือ

เนื่องจากกรดเกลือมักจะเป็นพิษต่อทางเดินหายใจ และผิวหนังเป็นส่วนใหญ่ จึงมีวิธีการป้องกันดังนี้
1. ควรจัดให้ปฏิบัติงานในห้องที่มีระบบระบายอากาศดี
2. ควรสวมแว่นตานิรภัยหรือหน้ากากป้องกันไอกรด
3. ควรสวมถุงมือชนิดยาวถึงศอก หรืรองเท้าที่ทำจาก PVC

ข้อมูลความอันตรายของกรดเกลือ
– เมื่อการสลายตัวหรือทำปฏิกิริยากับโลหะหรือสารอื่นจะทำให้เกิดควันที่เป็นพิษของก๊าซ Hydrogen chloride และเกิดปฏิกิริยาที่มีความไวกับไฟหรือเกิดระเบิดได้ง่าย จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับด่าง, amines, โลหะกลุ่มอัลคาไล, ทองแดง, อัลล์ลอยด์ของทองแดง, อลูมิเนียม, เหล็ก
– เกิดปฏิกิริยารุนแรงหากกรดมีความเข้มข้นสูงมีการสัมผัสกับน้ำ
– มีความเป็นพิษสูง และมีฤทธิ์กัดกร่อนสูงมาก ควัน และไอจะระคายเคืองต่อดวงตา, เยื่อบุอ่อน, และทางเดินหายใจส่วนบน


พิษของกรดเกลือที่มีต่อร่างกายและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากได้รับอันตรายจากกรดเกลือ

1. ระบบทางเดินหายใจ กรดเกลือทำให้เกิดอาการระคายเคืองจมูก ลำคอ และเยื่อบุทางเดินหายใจ เมื่อสูดดมเข้าไป 35 ppm จะเริ่มเกิดอาการ หากสูดดมเข้าไป 50 – 100 ppm อาการจะรุนแรง ทำให้เนื้อเยื่อบวม จนอุดตันทางเดินหายใจและ suffocation ได้ ผู้ที่ได้รับพิษรุนแรงจะมีอาการหายใจหอบ หายใจไม่ทัน เนื่องจากภาวะอุดกั้นหลอมลมขนาดเล็ก บางรายอาจเกิดภาวะปอดบวมน้ำซึ่งอันตรายอย่างมาก สำหรับในเด็ก อาจเกิดอาการคล้ายหืดหอบ
2. สมดุลกรด – เบส ในร่างกาย อาจเกิดขึ้น เมื่อได้รับกรดเกลือในระบบทางเดินอาหาร จากการรับประทานกรดเกลือเข้าไป จะทำให้มีอัตราการเผาผลาญสารอาหารมากกว่าปกติ อาจทำให้เสียชีวิตได้
3. ผิวหนัง เมื่อได้รับพิษจากกรดเกลือโดยการสัมผัสบริเวณผิวหนังในปริมาณมาก จะทำให้เกิดแผลลึกคล้ายไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และอาจจะเกิดแผลที่เยื่อบุ หรือถ้าได้รับปริมาณน้อย
( สัมผัสกรดเกลือที่เจือจาง) จะทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบและระคายเคือง หากเกิดในเด็กจะมีความรุนแรงมากกว่าในผู้ใหญ่
4.พิษต่อตา ไอระเหยของไฮโดรเจนคลอไรด์ หรือกรดเกลือ ทำให้เซลล์กระจกตาตาย เลนต์ตาเกิดเป็นต้อกระจก และความดันภายในลูกตาเพิ่มขึ้นจนเป็นต้อหินได้ กรณีที่สัมผัสกับสารละลายที่เจือจาง จะเกิดแผลที่กระจกตาด้านนอก
5. ระบบทางเดินอาหาร ก่อให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง กลืนลำบาก คลื่นใส้ อาเจียน การได้รับพิษโดยการกินกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น จะทำให้เกิดการหลุดลอกของเยื่อบุหลอดอาหารและกระเพาะอาหารเกิดเป็นแผล ภายในมีเลือดออก แผลอาจทะลุได้
6. ระบบหัวใจและหลอดเลือด เกิดขึ้นเมื่อได้รับพิษจากการกิน การสัมผัสในปริมาณสูง โดย HCl ทำให้ความดันโลหิตต่ำ เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร และระบบสมดุลน้ำและของเหลวในร่างกายเสียไป ทำให้ปอดทำหน้าที่ผิดปกติ

 


การเก็บรักษากรดเกลือ

วิธีการเก็บกรดเกลือให้ถูกต้องและปลอดภัย

  • เก็บในภาชนะสำหรับเก็บกรดเกลือโดยเฉพาะเช่น แกลลอน 25 ลิตร
  • เก็บในสถานที่มิดชิด หรือโกดังที่ปิด
  • เก็บให้ห่างจากความร้อน เปลวไฟ
  • เก็บแยกจากสารเคมีประเภทอื่นๆ
  • เก็บในที่แห้ง ปราศจากความชื้น หรือห่างจากแหล่งน้ำ เป็นต้น 

 

ข้อมูลอ้างอิง https://en.wikipedia.org/wiki/Hydrochloric_acid