การใช้งานเหล็กแต่ละประเภท

การใช้งานเหล็กแต่ละประเภท

สวัสดีครับ วันนี้เรามาทำความเข้าใจ และเรียนรู้ว่า เหล็กแต่ละประเภท ใช้งานอะไรบ้าง เพราะเหล็กรูปพรรณนั้นมีมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเหล็กเส้น, เหล็กท่อกลม,เหล็กกล่อง, เหล็กแบน, เหล็กเอชบีม, เหล็กไอบีม, เหล็กตัวซี,เหล็กโดเวล เป็นต้น และเหล็กอื่นๆ อีกมากมาย วันนี้เรามาทำความเข้าใจว่าเหล็กแต่ละประเภทนั้น สามารถนำไปใช้งานอะไรกันได้บ้าง และเหมาะกับงานประเภทไหน ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน สำหรับการตัดสินใจเลือกใช้งานเหล็กของท่าน ว่าจะเลือกอย่างไร ให้เหมาะกับประเภทงานของท่าน

การใช้เหล็กเส้นในงานก่อสร้าง

เหล็กเส้น
เหล็กเส้นนั้นมี 2 ประเภท แบ่งตามลักษณะคือ “เหล็กเส้นกลม” ซึ่งมีผิวกลมเรียบ และ “เหล็กเส้นข้ออ้อย” ซึ่งมีผิวเป็นปล้องอ้อย คล้ายกับข้อต่อของอ้อยนั้นเอง เหล็กเส้นตรงและเหล็กเส้นข้ออ้อย นึยมนำไปใช้เป็นเหล็กเสริมแรง คือใช้เป็นเหล็กในโครงสร้างที่อยู่ในปูน เช่น ทำเสา ทำคาน โดยใช้เหล็กเส้นเป็นตัวช่วยยึกเกาะปู หรือคอนกรีตนั่นเอง หรืองานคอนกรีตเสริมเหล็กก็จะใช้เหล็กเส้น เหล็กเส้นกลมส่วนมากจะนิยมใช้ทำเหล็กปลอก ปลอกเสา ปลอกคาน มากกว่า และเหล็กเส้นข้ออ้อย จะนิยมใช้งานคอนกรีตเสริมเหล็กมากกว่า

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.thaimetallic.com/เหล็กเส้นกลม/


 

เหล็กท่อกลม
เหล็กท่อกลม เป็นเหล็กที่ขึ้นรูปเป็นทรงกลม ยาว และกลวงแบบท่อ การใช้ประโยชน์ของเหล็กท่อกลม หลายๆที่นิยมใช้เป็นท่อน้ำสำหรับอาคารสูง อีกทั้งยังสามารถเป็นท่อลำเลียง ท่อประปา ท่อชลประทาน ระบบน้ำภายในอาคารต่างๆ ในงานก่อสร้างใช้สำหรับขึ้นโครงสร้าง โดยการเชื่อมต่อกับเหล็กอื่นๆ เหมาะกับโครงสร้างที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมากนัก เช่น โครงถัก หลังคา ในงานตกแต่งทั่วไปสำหรับงานอาคารที่พักอาศัย โรงงาน อาคารอเนกประสงค์ เป็นต้น

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.thaimetallic.com/เหล็กท่อกลม/


 

เหล็กกล่อง
เหล็กกล่อง คือเหล็กที่ขึ้นรูปเป็นลักษณะกล่อง โดยหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยม มี 2 แบบคือ เหล็กกล่องสี่เหลี่ยม คือ เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสหรือด้านเท่ากัน และเหล็กกล่องแบน เป็นเหล็กกล่องที่มีลักษณะคล้ายกับกล่องไม้ขีดคือด้านกว้างและด้านยาว ไม่เท่ากัน การใช้งานหลัก ๆ คือ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติของหน้าตัด รับแรงต้านทานตอนใช้งาน ใช้เป็นโครงสร้างอาคาร คานเหล็ก โครงหลังคาเหล็ก

  • เหล็กกล่องเหลี่ยม เหมาะกับงานที่โครงสร้างที่รองรับน้ำหนักไม่มาก เช่น นั่งร้าน เสา และสามารถใช้แทนคอนกรีต ไม้ ได้ และเหล็กรูปพรรณอื่นๆได้
  • เหล็กกล่องแบน เหมาะสำหรับงานก่อสร้างที่มีขนาดเล็ก และ ขนาดกลาง เช่นหลังคา เสา เป็นต้น ขึ้นอยู่ตามขนาดของเหล็กกล่อง

เหล็กกล่องเรียกได้หลายชื่อ เช่น เหล็กกล่อง หรือเหล็กท่อแบน หรือเหล็กแป๊บ


 

เหล็กเอชบีม
เหล็กเอชบีม เป็นเหล็กโครงสร้าง ใช้สำหรับโครงสร้างขนาดย่อมๆ เช่น งานบ้าน หรืออาคารขนาดเล็ก รับน้ำหนักได้ดี แต่รับแรงกระแทกได้ไม่มาก มักใช้ในงานทำเสา คานหรือโครงหลังคา หรือถ้าเหล็กเอชบีมขนาดใหญ่ก็สามารถใช้ทำงานโครงสร้างที่รับน้ำหนักที่มากขึ้นได้ เช่นโครงโกดัง หอประชุม เป็นต้น


เหล็กไอบีม
เหล็กไอบีมเป็นเหล็กอีกชนิดหนึ่ง ที่นิยมนำมาทำโครงสร้าง และสามารถรับน้ำหนักได้ดีกว่าเหล็กเอชบีม เหล็กจะเป็นรูปตัวไอ มีขนาดด้านกว้างและด้านยาวไม่เท่ากัน ปีกเหล็กจะหนาขึ้นที่โคนปีก จึงรับแรงสั่นสะเทือนได้ดี

การใช้เหล็กไอบีม จะใช้กับงานเครื่องจักร รางเครน งานโครงสร้างชนิดต่างๆ เช่นโรงงาน อาคารสูง เสาและโครงหลังคา เสาส่งไฟฟ้า หรือโครงสร้างสะพาน เป็นต้น


เหล็กตัวซี
เหล็กตัวซี มีประโยชน์ในการก่อสร้างโดยเฉพาะกับโครงสร้างของอาคาร ที่อยู่อาศัย โครงสร้างสะพาน แปหลังคา เป็นต้น เพราะเหล็กตัวซีนี้ มีความคงทนมาก น้ำหนักเบา ขึ้นโครงง่าย เมื่อเทียบับงานคอนกรีต ทำให้ประหยัดได้เวลาได้มาก และ ควบคุมน้ำหนักตัวโครงสร้างได้มากขึ้นด้วย


เหล็กโดเวล หรือโดเวลบาร์
เหล็กโดเวลเป็นเหล็กเส้นที่ตัดเป็นขนาดสั้นๆ ประมาณ 50 ซม. ซึ่งเหล็กท่อนยาวประมาณ 50 ซม. นี้เรียกว่า “เหล็กโดเวล”

โดเวลบาร์ คือเหล็กเส้นกลมที่ นำมาตัดตามขนาดที่ลูกค้าต้องการ งานกรมทางหลวง ใช้งานเหล็ก RB32 ไว้เชื่อมระหว่างตัวถนนกับบล๊อกต่อบล๊อกเป็นตัวเสริมถนน

Tie bar คือเหล็กเส้นข้ออ้อย ที่นำมาตัดตามความยาวที่ลูกค้าต้องการ นำมาเชื่อมด้านยาวของถนน หรือด้านบนของถนน

 

ความแตกต่างระหว่างเหล็ก H-beam กับเหล็ก I-Beam

ความแตกต่างระหว่างเหล็กเอชบีม (H-beam) กับเหล็กไอบีม (I-Beam)

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาทำความรุ้จักกับเหล็กก่อสร้างอีก 2 ชนิด ที่คนมักจะสับสนกันมาก เพราะมีรูปร่างคล้ายๆกัน เลยทำให้คนสับสนนั่นก็คือ เหล็ก I-Beam กับ เหล็ก H-Beam นั่นเอง

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับเหล็กทั้งสองชนิดกันก่อน

เหล็ก I-Beam เป็นเหล็กที่มองจากหน้าตัดจะเห็นเป็นรูปตัว I เหล็ก I-Beam เหมาะสำหรับนำไปทำเป็นรางเครน ที่ไว้ใช้ยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก เนื่องจากปีกบนและล่างของเหล็ก I-Beam จะเป็นแผ่นเอียง หรือ Taper Flange ซึ่งในขนาดหน้าตัดเหล็กที่เท่ากัน I-Beam จะมีน้ำหนักต่อเมตรสูงกว่า H-Beam เนื่องจากเหล็ก I-Beam จะมีความหนาของเหล็กมากกว่า เพื่อรองรับแรกกระแทก และการเคลื่อนที่จากรางเครน

เหล็ก H-Beam เป็นเหล็กที่มองจากหน้าตัดจะเห็นเป็นรูปตัว H ตั้งตะแคง ลักษณะมุมตัดเป็นฉาก ปีก Flange ทั้งบนและล่างจะเป็นแผ่นเรียบหนาเท่ากันตลอด ขนาดของหน้าตัดมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ H100x50mm. จนถึงขนาดใหญ่สุด H900x300mm. มักใช้ในงานทำเสา คานหรือโครงหลังคา อาคารขนาดย่อมๆ รวมถึงงานก่อสร้างขนาดเล็ก เนื่องจากปีกเหล็กยาวและเป็นเส้นตรง มีความแข็งแรง รองรับน้ำหนักได้ดี แต่อาจจะรับแรงกระแทกได้ไม่มากนัก นอกจากนี้หากเป็นการออกแบบจะใช้ H beam เป็นตัวเลือกแรกๆ


รูปร่าง
เหล็ก H-Beam

เป็นเหล็กที่มองจากหน้าตัดจะเห็นเป็นรูปตัว H ตั้งตะแคง เหล็ก H-beam จะเป็นแผ่นเรียบหนาเท่ากันตลอด


เหล็ก I-Beam
ส่วนของเหล็กไอบีม I-beam ทั้งปีกบนและล่างจะเป็นแผ่นเอียง หรือ Taper Flange ซึ่งขนาดหน้าตัดเหล็กที่เท่ากัน I-beam จะมีน้ำหนักต่อเมตรสูงกว่า H-beam เนื่องจากเหล็ก I-beam จะมีความหนาของเหล็กมากกว่าเพื่อรองรับแรงกระแทก และการเคลื่อนที่จากรางเครน


การใช้งาน
เหล็ก H beam จะใช้สำหรับโครงสร้างขนาดย่อมๆ เช่น งานบ้าน หรืออาคารขนาดเล็ก รับน้ำหนักได้ดี แต่รับแรงกระแทกได้ไม่มาก

เหล็ก I beam ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับแรงกระแทกหนักๆ อย่างรางเลื่อน ตัวเครนยกของหนักๆ ตามโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือโครงสร้างขนาดใหญ่

การใช้งานเหล็กไอบีม (I-beam) ใช้รับน้ำหนักได้ดีมาก